วัดถ้ำเชียงดาว
ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 50170

พิกัด

ในปี พ.ศ. 2472 หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เดินทางธุดงควัตรไปที่ถ้ำเชียงดาว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ครั้งนั้นมีพญานาคตนหนึ่งรักษาอยู่ในถ้ำมาเป็นเวลานาน ขณะท่านพำนักอยู่ในถ้ำนั้น ถูกพญานาคตนนั้นตำหนิติเตียนด้วยเรื่องต่างๆ อยู่เป็นประจำ เวลาแผ่เมตตาส่วนกุศลให้รู้สึกรับได้ยาก คงจะเคยมีกรรมกับพระมานานจึงกล่าวโทษอยู่เป็นประจำแทบทุกอริยาบท แม้ขณะหลับ หลวงปู่มั่นเลยหาอุบายลาเธอไปที่อื่นซึ่งเธอก็ยินดีให้ท่านไป เรื่องพญานาคกับท่านจึงเป็นอันยุติยุติลงเพียงแค่นี้

หลังจากนั้นท่านเลยถือเอาเรื่องพญานาคเป็นเหตุอธิบายธรรมเกี่ยวกับนิสัยของคนและสัตว์ต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์นับว่าเป็นคติได้ดี เพื่อท่านผู้อ่านนำไปพิจารณาถือเอาเป็นคติเท่าที่ควรแก่จริตนิสัยของตน

เมื่อประมาณปี 2482 พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้เดินทางไปธุดงควัตรที่ถ้ำเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่กับหมู่คณะราว 3-4 องค์ เที่ยววิเวกมาพักที่ถ้ำเชียงดาวได้ประมาณ 2 คืน คืนที่สามหลวงปู่มั่นบอกว่า คืนนี้ภาวนาปรากฏเห็นถ้ำใหญ่และกว้างขวางน่าอยู่มากอยู่บนยอดเขาสูงและชัน

ถ้ำนี้สมัยก่อน ๆ เคยมีพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมาพักเสมอ แต่พระเราสมัยนี้ไม่ได้ไปเพราะสูงและชันมาก ทั้งไม่มีที่โคจรบิณฑบาต ท่านสั่งให้พระขึ้นไปดูถ้ำนั้นและกำชับว่า ก่อนขึ้นไปต้องเตรียมเสบียงอาหารขึ้นไปให้พร้อม ทางขึ้นไม่มีให้พยายามปีนป่ายขึ้นไปโดยถือเอายอดเขาลูกนั้นเป็นจุดที่หมาย คือถ้ำที่ว่านี้อยู่มต้ยอดเขานั้นเอง พระและโยมได้พากันขึ้นไปดูตามที่องค์หลวงปู่มั่นบอก เมื่อขึ้นไปถึงแล้วปรากฎว่าถ้ำนั้นสวยงามและกว้างขวางดังท่านว่าจริง ๆ พระเกิดชอบใจอยากพักอยู่บำเพ็ญสมณธรรมเป็นเวลานาน ๆ แต่จำเป็นด้วยที่โคตรบิณฑบาตไม่มี เพราะถ้ำอยู่สูงและห่างไกลจากหมู่บ้านมาก พอเสบียงจวนหมดก็จำต้องลงมา พระที่ขึ้นไปได้กราบเรียนท่านตามที่ได้ประสบมาและแสดงความประสงค์อยากอยู่ถ้ำนั้นเป็นเวลานาน ๆ ท่านตอบว่าแม้จะสวยงามและน่าอยู่เพียงไรก็อยู่ไม่ได้ เพราะไม่ข้าวจะกิน ดังนี้อาการที่ท่านพูดกับพระที่ไปดูถ้ำกลับลงมาพูดเป็นคำธรรมดา ๆ ประหนึ่งท่านเคยเห็นถ้ำนั้นกับตามาแล้วหลายครั้ง ทั้งที่ไม่เคยขึ้นไปเพราะอยู่สูงและชัน ขึ้นลงลำบากมาก แต่กลับถามว่าน่าอยู่ไหม ซึ่งเป็นคำพูดออกมาจากความแน่ใจจริง ๆ มิได้สงสัยว่าความรู้ทางด้านภาวนาจะโกหกหลอกลวงเลย

ในถ้ำเชียงดาวซึ่งไม่ใช่ถ้ำยาวเข้าไปในกลางเขาที่ประชาชนชอบเข้าไปเที่ยวกันเป็นประจำ แต่เป็นถ้ำหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไปกว่าถ้ำที่ท่านพักอยู่ท่านว่าในถ้ำที่ท่านพักมีพญานาคตนหนึ่งรักษาถ้ำอยู่เป็นประจำมาเป็นเวลานานแต่รู้สึกจะเป็นพญานาคมิจฉาทิฏฐิ จึงชอบกล่าวโทษพระไม่มีประมาณแห่งความพอดี ขณะท่านพำนักอยู่ในถ้ำนั้น ถูกพญานาคตนนั้นตำหนิติเตียนด้วยเรื่องต่างๆ อยู่เป็นประจำ เวลาแผ่เมตตาส่วนกุศลให้รู้สึกรับได้ยาก คงจะเคยมีกรรมกับพระมานานจึงยังไม่จบสิ้นลงได้ ขณะที่ท่านพักอยู่ที่นั่นจึงกล่าวโทษอยู่เป็นประจำแทบทุกอริยาบท แม้ขณะหลับ

แม้ตอนกลางคืนท่านใส่รองเท้าเดินจงกรมมีเสียงดังบ้างก็ว่าสมณะอะไรเดินจงกรมมีเสียงดังราวกับเสียงม้าแข่งไม่สำรวมระวังบ้าง เสียงรองเท้ากระทบดินและหินสะเทือนทั่วภูเขาไม่คิดว่าใครจะมีความลำบากรำคาญบ้างเลยดังนี้ ทั้งที่ท่านก็เดินไปมาอย่างเบาๆ ในท่าสำรวมของผู้บำเพ็ญธรรมไม่ผิดไปจากปกติธรรมดา พอท่านทราบว่าพญานาคกล่าวโทษก็พยายามระวัง เดินเบาๆ ก็ยังถูกว่าอีกว่าสมณะอะไรเดินจงกรมราวกับด้อมจะยิงนก บางครั้งเท้าท่านไปสะดุดหินทางจงกรมมีเสียงดังตุ๊บตั้บบ้าง ก็ว่าสมณะอะไรเดินจงกรมราวกับเขาเต้นระบำโป๊โขยกเขยก ไม่สำรวมระวังบ้างเลย

บางคราวท่านตกแต่งทางจงกรมพอเดินได้สะดวกไม่ขรุขระเกินไป พอยกหินก้อนนั้นมาวาง ยกก้อนนี้มาวางเรียงรายตามทางจงกรมก็ว่า สมณะอะไรไม่สำรวมจับโน่นอยู่นี่ อยู่ไม่เป็นสุขไม่คิดว่าศีรษะใครจะแตกเพราะความกระทบกระเทือนจากความไม่อยู่สุขของตน ไม่ว่าการมาการไปการเข้าออกในบริเวณนั้นท่านต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษแม้เช่นนั้นก็ยังได้รับคำติตำหนิจากพญานาคมิจฉาทิฏฐิจนได้

ตอนกลางคืนท่านพักจำวัดขณะหลับไปพอตื่นนอนขึ้นมาความรู้สึกที่บันทึกไว้โดยตลอดก็บอกว่าพญานาคตำหนิว่าท่านนอนทำเสียงตุกติกบ้าง เสียงหายใจฟืดฟาดบ้าง เสียงกรนบ้างร้อยแปด

ขณะท่านกำหนดจิตดูพญานาคที่ขี้โมโหและแสนกล่าวโทษเก่งเพียงไร ปรากฏว่าโผล่ศีรษะออกมาคอยจ้องมองท่านอยู่เป็นประจำประหนึ่งไม่ยอมเบนสายตาไปที่อื่นเลย ถ้าเป็นคนก็หน้าเสือใจยักษ์ ท่านว่าไม่ยอมรับส่วนบุญจากใครเลย ตั้งหน้าสร้างแต่ความโมโหโทโสอันเป็นไฟเผาตัวอยู่ตลอดเวลา ท่านเองก็เมตตาสงสารกลัวพญานาคตนนั้นจะบาปกรรมหนักเข้าทุกทีๆ แต่ก็สุดวิสัยที่จะอนุเคราะห์ได้ในระยะนั้น เพราะเธอไม่มาสนใจในเหตุผลอรรถธรรมนั้นเลย มีแต่คอยกล่าวโทษอยู่ท่าเดียว

บางครั้งท่านก็เตือนเธอให้ทราบเรื่องของสมณะบ้าง เฉพาะอย่างยิ่งท่านอธิบายเรื่องของท่านเองให้พญานาคทราบว่าท่านมิได้มาเพื่อก่อกรรมทำเข็ญแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนอกจากมาบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างเต็มกำลังความสามารถที่จะทำได้เท่านั้น ท่านไม่ควรติดใจใฝ่ต่ำว่าอาตมาจะทำความเดือดร้อนเสียหาย แต่พยายามทำความดีทุกขณะที่ระลึกได้ผลบุญที่บำเพ็ญมามากน้อยก็ได้แผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ท่านเป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตว์โลกที่ควรจะได้รับส่วนบุญที่อาตมาแผ่อุทิศให้ จึงไม่ควรเดือดร้อนเสียใจว่าอาตมาจะมารบกวนความสุขที่ควรจะได้

การเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ยังเป็นอยู่ ซึ่งทั่วโลกจะต้องมีการพลิกไปเปลี่ยนมา นอกจากคนตายและสัตว์ตายแล้วเท่านั้นจึงจะไม่มีการกระดุกกระดิก อาตมาแม้เป็นสมณะซึ่งเป็นเพศที่สำรวมแต่มิได้สำรวมแบบคนตายเพราะลมหายใจยังมีอยู่จึงจำต้องสูดเข้าสุดออกค่อยบ้างแรงบ้าง ขณะหลับลมหายใจก็ยังทำงานและร่างกายยังทำงานเช่นกันซึ่งจำต้องมีเสียงอยู่บ้างเป็นธรรมดา ขณะตื่นนอนออกเดินจงกรมและทำกิจธุระบางอย่างก็ย่อมทราบว่าทำงานและจำต้องมีเสียงเช่นกันแต่ไม่ได้เลยขอบเขต

ท่านเคยเห็นสมณะที่ไหนบ้างที่ไม่มีการกระดุกกระดิกยืนแข็งโด่อยู่ราวกับคนตาย เข้าใจว่าคงไม่มีในโลกมนุษย์เรา การเดินจงกรมก็พยายามค่อยเดินค่อยไปในท่าสำรวมแต่ก็อดถูกตำหนิจากท่านไม่ได้ว่าทำราวกับม้าแข่ง เป็นต้น ความจริงแล้วม้าแข่งซึ่งเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานกับสมณะผู้มีศีลสำรวมเดินจงกรมด้วยท่าระวังตั้งสตินั้นผิดกันราวฟ้ากับดิน. ท่านไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน ถ้าไม่ใช่ผู้อาภัพในความดีทั้งหลายหมายยึดเอานรกเป็นเรือนนอนเท่านั้น อาตมาก็สุดวิสัยที่จะปฏิบัติให้ถูกใจไปเสียทุกอย่างทั้งที่ไม่ถูกทาง

ถ้าท่านยังหวังความสุขความเจริญเหมือนโลกทั้งหลาย ท่านก็ควรสำนึกในความผิดถูกชั่วดีของตนบ้างจะไม่หานรกให้เข้าไปเผาใจตลอดเวลาทำไมทั้งที่ยังจะมีทางออกบ้าง การตำหนิติเตียนผู้อื่นแม้เขาจะเป็นผู้ผิดจริงยังจัดว่าเป็นการก่อกวนจิตใจตนให้ขุ่นมัวไปด้วยอยู่นั่นเอง เฉพาะการเคลื่อนไหวของอาตมายังมองไม่เห็นได้ว่าผิดพลาดจากหลักของสมณะไปที่ตรงไหนบ้าง แต่ก็ได้รับการตำหนิจากท่านเรื่อยมา  

ท่านถ้าเป็นคนก็น่าจะอยู่กับโลกเขาไม่ได้ คงจะเห็นโลกเป็นมูลแห้ง มูลสดไปหมดแต่จะสำคัญตนว่าเป็นทองทั้งแท่งที่จะคละเคล้ากับโลกที่เต็มไปด้วยมูลไม่ได้ เพราะความเดือดร้อนวุ่นวายของใจที่คิดแต่เรื่องกล่าวโทษผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุข การกล่าวโทษผู้อื่นโดยไม่มีขอบเขตนั้นนักปราชญ์ถือว่าเป็นความผิดและเป็นบาปกรรมไม่มีชิ้นดีเลย. สำหรับท่านทำไมจึงชอบแสวงหายิ่งนักโดยไม่สนใจคิดว่าสร้างบาปหาบทุกข์ใส่ตัวดังท่านตำหนิอาตมา แต่อาตมาไม่เป็นทุกข์เลย ส่วนท่านรู้สึกกระวนกระวายส่ายแส่อยู่ภายในไม่เป็นสุข 

เมื่อผลก็เห็นกันอยู่ประจักษ์ใจแต่ทำไมจึงไม่ทราบว่าความคิดนั้นเป็นทางแห่งความผิด ท่านคิดอะไรออกมาอาตมาทราบอยู่อย่างเต็มใจพร้อมทั้งให้อภัยอยู่ตลอดเวลา แต่ท่านก็ยังตั้งหน้าตั้งตาสร้างเอาๆในบรรดากรรมทั้งหลายที่เผาผลาญตัวให้ฉิบหายย่อยยับ  ท่านช่างมีนิสัยไม่เบื่อในบาปกรรมเอาเลย ถ้าเป็นโรคก็สุดกำลังยาจะตามแก้ไขให้หายได้ อาตมาได้พยายามแก้ไขอยู่ภายในและอนุเคราะห์สัตว์ร่วมโลกมากมายหลายจำพวกมาเป็นเวลานาน มนุษย์ เปรต ผี เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ตลอดจนพญานาคที่มีฤทธิ์ศักดานุภาพมากกว่าท่านเป็นไหนๆ ท่านเหล่านั้นยังยอมรับความจริงจากธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีใครยกโทษโกรธเคืองว่าธรรมไม่ดี ยังยอมรับนับถือกันทั่วโลกธาตุ แต่มาประหลาดเฉพาะท่านเพียงผู้เดียวที่เป็นสัตว์โลกที่แปลกและพิสดารอยู่ไม่น้อยไม่ยอมรับความจริงจากอะไรเอาเลย

สิ่งที่ท่านยอมรับและชอบใจไม่มีวันอิ่มพอนั้น คือ การติเตียนยกโทษโกรธกริ้วผู้อื่นที่ไม่มีความผิด สิ่งนี้ท่านเข้าใจว่าเป็นความรุ่งเรืองสำหรับท่านจึงพยายามสั่งสมไม่ยอมลดละปล่อยวาง ฉะนั้นคติของท่าน จึงไม่มีนักปราชญ์ท่านใดยืนยันรับรองได้ว่าปลอดโปร่งโล่งใจในเวลาที่ท่านถ่ายคราบจากภพที่กำลังอาภัพอยู่ขณะนี้แล้วจะเป็นผู้ผ่องใสไร้ทุกข์ไม่มีบาปกรรมติดตัว อาตมาต้องขออภัยที่ได้ตัดสินใจพูดกับท่านอย่างตรงไปตรงมาตามหลักธรรมด้วยความหวังดีไม่ได้มีสิ่งที่เป็นพิษมาแอบแฝงเลย. นอกจากท่านจะคิดเอาเองตามชอบใจเท่านั้น ก็สุดวิสัยจะทำตามได้ทุกสิ่งซึ่งอาจไม่ควรก็มี นับแต่ขณะแรกที่อาตมามาพักอยู่ที่นี่ได้พยายามทำความระวังสำรวมทั้งกิจภายนอกการภายในไม่ประมาทเพราะทราบดีว่าท่านมาประจำอยู่สถานที่นี้. เกรงว่าจะไม่ได้รับความสะดวกใจและก็ทราบด้วยดีว่าท่านเป็นสัตว์โลกที่มีนิสัยหนักไปในทางชอบแสวงหาโทษผู้อื่นมาเป็นความพอใจ แม้เช่นนั้นก็ไม่พ้นจากการถูกมองไปในแง่ผิดๆต้องมาเจอเอาจนได้

สำหรับอาตมามีความสุขใจโดยสม่ำเสมอแม้จะถูกตำหนิอยู่ทุกขณะที่เคลื่อนไหว แต่เกรงท่านพูดตำหนิเสียเองจะเป็นบาปหาบทุกข์เพราะขวนขวายอยู่ทุกขณะจิตที่แสดงออก อาตมามิได้แสวงหาบาปอันเลวทรามจึงแน่ใจว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ทางการแสดงออกทุกประตูและไม่กลัวบาปกรรมว่าจะมีทางติดตามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายนับแต่แรกนะแต่เริ่มแรกแยกสมมุติออกมาเป็นโรคเป็นธรรมท่านมีความยินดีชมเชยในกุศลผลและบุญทั้งหลายทั้งที่ท่านสร้างขึ้นเองและผู้อื่นสร้างขึ้นเพื่อเป็นความร่มเย็นแก่ตนและทำการอบรมสั่งสอนลูกให้มีความเบิกบานหรรษาในความดีตลอดมาจนถึงสมัยปัจจุบัน แต่ท่านเองทำไมจึงมีความเห็นผิดแปลกและแหกคอก ลอกความดีออกจากตัว และกลับมามัวมั่วสุมในสิ่งชั่ว เกลียดกลัวความดีจนฝังใจโดยไม่สนใจระลึกตนบ้างเลย ท่านผู้จะรับเสวยผลทนทุกข์อยู่มากจึงไม่อยากให้ท่านคิดในสิ่งที่ไม่เป็นมงคลแก่ตน เพราะความไม่ดีที่ทำทุกประเภทล้วนเป็นสิ่งมีอำนาจอาจบันดาลทำให้กลายเป็นผู้ไร้สารคุณโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งไม่พึงปรารถนาจะกลายมาเป็นสิ่งทรมานอย่างไม่คาดฝัน สิ่งนี้อาตมากลัวมากกว่าสิ่งใดๆในโลก ความแก่ เจ็บ ตาย ที่โลกกลัวกัน

แต่อาตมามิได้กลัวมากเท่ากลัวบาปกลัวกรรม การบวชเป็นพระตามหลักธรรมวินัยของพระพุทธศาสนานับว่าเป็นการทรมานใจ ทรมานสันดานของคนมีกิเลสที่ชอบในสิ่งที่หลักศาสนาไม่ชอบได้เป็นอย่างดี ความลำบากเพราะการฝืนกิเลสอาตมาก็ทราบ แต่ก็จำต้องเข้ามาบวชเพื่อทรมานหัวใจตนเองการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ทราบว่าลำบากทุกระยะที่ฝืนทรมานแต่ก็จำต้องทรมานเพราะความอยากดีและอยากหลุดพ้นจากกรรมอันลามก คือกิเลสตัวไม่ยอมลงรอยเหตุผลและอรรถธรรมของพระพุทธเจ้า

แม้การมาพักบำเพ็ญเวลาประพฤติตัวเป็นคนเหลือเดน ไม่คิดคุณค่าในชีวิตอยู่ในถ้ำเวลานี้เพราะกลัวบาปกลัวกรรมนั้นแหละมิใช่กลัวอะไรที่ไหน และมิได้มาหวังทำลายหรือเบียดเบียนท่านผู้ใดให้ลำบากแม้สัตว์ทุกประเภทในแหล่งแห่งไตรภพอาตมาก็เคารพไม่ดูถูกเหยียดหยามโดยถือว่าเป็นเพื่อนผู้ทรงชีพอยู่ด้วยกรรมของตนเช่นเดียวกันและมีคุณค่าความเป็นอยู่เท่าเทียมกันได้บำเพ็ญจิตแผ่ส่วนกุศลให้ความเสมอภาคและความอยู่เป็นสุขโดยทั่วกันตลอดมา ไม่เลือกสถานที่ ไม่ได้เย่อหยิ่งจองหองลำพองตนว่าเป็นมนุษย์และเป็นนักบวชที่มีชาติและเพศอันสูงกว่าเพื่อนสัตว์ผู้เกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย

ท่านก็เป็นสัตว์โลกผู้หนึ่งที่อยู่ในข่ายแห่งกรรมอันเดียวกันจึงควรสำนึกในดีชั่วสุขทุกข์ที่มีอยู่กับตัวตลอดมาการยกโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรองนั้นไม่มีอะไรดีขึ้นพอได้รับประโยชน์บ้างเลย นอกจากเป็นการสั่งสมโทษและบาปกรรมใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้น จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตนแล้วงดความรู้ความเห็นชนิดเป็นภัยแก่ตนเสียก็จะกลายเป็นผู้ดีมีหวังสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ใจที่เคยโหดโกรธกริ้วก็จะมีวันสงบเย็น เวลาถ่ายภพ ถ่ายชาติเกิดในภพใหม่ ชาติใหม่ก็มีหวังเป็นผลกำไรคือความสุขสมบัติไม่ล่มจมระงมทุกไปตลอดกาล

อนึ่ง ไม่ว่าใจคนใจสัตว์ใหญ่ เทวบุตร อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ในแหล่งโลกธาตุย่อมมีความรู้สึกรักสุขเกลียดทุกข์และไม่ตำหนิทำว่าเป็นข้าศึกต่อตัวเองแม้ปฏิบัติไม่ได้เพราะทำเป็นธรรมชาติล้ำเลิศในไตรภพมาดั้งเดิม แต่ถ้าพอมีทางปฏิบัติหรือเกี่ยวข้องได้เท่าที่กำเนิดและฐานะอำนวยบ้างสัตว์โลกย่อมพอใจในธรรมเช่นเดียวกับสัตว์ผู้มีกำเนิดที่ควรแก่ธรรมอยู่แล้วเช่นมนุษย์ เป็นต้น

ส่วนท่านก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตว์โลกผู้รู้ดี รู้ชั่วอย่างเต็มใจควรจะพิจารณาเลือกเฟ้นถือเอาประโยชน์ได้เท่าที่ควรอย่างเต็มใจ แต่แล้วทำไมจึงกลายเป็นคนละคน คนละโลกไปได้ อาตมาเองก็แปลกใจที่ท่านไปพอใจและกอบโกยเอาสิ่งที่นักปราชญ์ทั้งหลายเกลียดกลัวกันและชอบตำหนิสิ่งที่นักปราชญ์ท่านชมเชย

คำว่าความทุกข์ท่านเองทั้งทราบทั้งเกลียดกลัวแต่สาเหตุที่จะให้เกิดทุกข์ทำไมท่านจึงพอใจสั่งสมเอานักหนาคือการทำความพยายามกล่าวโทษผู้อื่น นักปราชญ์ท่านว่าเป็นการสร้างเหตุแห่งความทุกข์ นับแต่น้อยไปจนถึงมากจนถึงขั้นมหันตทุกข์ นี่เป็นกิจที่ตัวท่านกระทำอยู่ทุกขณะอย่างไม่นึกละอายบาปและอาจไม่สนใจว่าอาตมาจะทราบ แต่อาตมาทราบทุกระยะที่ท่านคิดไม่ดีและให้อภัยท่านตลอดมามิได้มิได้โกรธถือโทษอะไรเลยนอกจากสงสารท่านที่กำลังเดินทางผิดเท่านั้น ขณะที่ท่านอธิบายทำในแง่ต่างๆให้พญานาคฟังเธอมิได้ตอบรับคำท่านแม้ประโยคหนึ่งเลยแต่มีความคิดแทรกขึ้นมาในระหว่างนั้นซึ่งพอเป็นประโยชน์แก่เธอบ้างว่า สมณะนี้พูดมีเหตุผลน่าฟังแต่เรายังไม่สามารถปฏิบัติตามท่านได้ในระยะนี้เพราะยังมีความยินดีในวิสัยของตนอยู่จนกว่าจะผ่านพ้นจากภพนี้ไปแล้วจึงจะสนใจปฏิบัติ

สมณะนี้มีสิ่งที่น่าเกรงขามอยู่มากสิ่งที่ไม่น่ารู้น่าเห็นก็รู้เห็นได้ ความคิดที่เราคิดขึ้นโดยลำพังทำไมสมณะนี้ทราบได้ เราอยู่ในสถานที่ลึกลับทำไมสมณะนี้เห็นได้เราคิดอะไรสมณะนี้ทราบได้โดยตลอด พระที่เคยมาพักอยู่ในถ้ำนี้เป็นจำนวนมากมายแต่ไม่เห็นว่ารูปใดทราบว่าเราคิดอย่างไรบ้าง เราอยู่อย่างไรบ้าง ซึ่งนับแต่เรามาอยู่ที่นี่ก็นานแสนนานพระบางรูปถึงต้องหนีไปเพราะเราขับไล่ด้วยอุบายต่างๆ ให้ท่านอยู่ไม่ได้ (ตอนนี้ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ทราบว่าพญานาคพ่นพิษให้พระที่มาพักอยู่มีอันเป็นไปต่างๆจนทนอยู่ไม่ได้จำต้องหนีไป)

แต่สมณะนี้ทำไมรู้เห็นเอาเสียทุกอย่างกระทั่งความคิดนึกและยังรู้ไปตลอดที่เราคิดต่างๆแม้ขณะกำลังหลับสนิทอยู่ยังสามารถรู้และนำมาเล่าได้โดยถูกต้อง แต่เราทำไมจึงมีทิฐิมานะไม่มีแก่ใจที่จะยอมรับนับถือที่สมณะนี้สั่งสอนบ้าง เราคงมีกรรมหนามากดังท่านว่าไม่ผิดแน่ กิจวัตรที่ท่านทำประจำวันมิได้มีเจตนาเพื่อความกระทบกระทั่งเรา ทั้งๆที่ท่านเห็นและสร้างความคิดชั่วลามกของเราอยู่ตลอดเวลา เราเกิดมาชาตินี้ก็อาภัพแม้ใจก็ยังอาภัพอีกทั้งที่รู้ดีรู้ชั่วอยู่อย่างเต็มใจดังสมณะว่าไม่ผิด เวลาเกิดชาติหน้าก็คงจะเป็นผู้อาภัพ อยู่ทำนองนี้ไม่มีวันสิ้นกรรมได้เลย

อีกพักหนึ่งท่านก็ถามพญานาคว่าเป็นอย่างไรบ้างที่อาตมาอธิบายให้ฟังพอเข้าใจบ้างหรือไม่ เธอตอบท่านว่าเข้าใจดีทุกประโยคที่ท่านเมตตาโปรดสัตว์ผู้อาภัพ แต่ตัวเธอเองมีกรรมหนามากคงยังไม่เบื่อความอาภัพของตนจึงกำลังถกเถียงกับตัวของตัวเองอยู่ในเวลานี้ ท่านถามว่าใจชอบไหลลงทางต่ำนั้นไหลลงอย่างไร เธอตอบว่าใจชอบแต่จะกล่าวโทษท่านอยู่ทุกขณะที่เผลอตัวทั้งที่ท่านไม่มีความผิดอะไรเลยแต่ใจมันก็ชอบคิดของมันอย่างนั้น ไม่ทราบจะปฏิบัติอย่างไรถึงจะพอดีและเห็นโทษในความผิดเสียบ้างพอมีทางเดินเพื่อความดีต่อไปได้ ท่านตอบว่าทุกสิ่งที่เห็นว่าเป็นโทษจริงๆด้วยความสนใจคิดอ่านไตร่ตรองใจก็ย่อมจะเพิกถอนเสื่อมคลายในสิ่งนั้นไม่กำเริบลำพองต่อไป แต่ถ้าใจยังฝักใฝ่ใยดีโดยเข้าใจว่าสิ่งนั้นยังเป็นคุณก็ย่อมจะสนใจใคร่คิดผลิตโทษเผาผลาญตนอยู่เรื่อยๆไม่มีทางลดหย่อนผ่อนคลายลงได้แน่นอนและนับวันที่ใจจะทำความลามกโสมมแก่ตนอย่างไม่มีทางช่วยได้ ถ้าไม่รีบแก้ไขเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อาตมาก็เป็นเพียงผู้แนะแนวทางให้บ้างเล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจทำหน้าที่แก้ไขหรือถอดถอนแทนท่านได้การแก้ไขดัดแปลงจึงเป็นหน้าที่ของท่านผู้รับผิดชอบตัวเองจะต้องพยายามทำเต็มกำลังความสามารถไม่ลดละท้อถอย สิ่งที่เคยเป็นภัยก็จะค่อยลดตัวลงสิ่งที่เป็นคุณจะมีทางเจริญได้และลบล้างกันไปจนกลายเป็นความดีล้วนๆไม่มีสิ่งชั่วเข้ามาแอบแฝงแทงใจต่อไป

ถ้าท่านเชื่อธรรมของพระพุทธเจ้าที่เคยช่วยโลกให้พ้นทุกข์ภัยตลอดมาท่านก็จะเป็นผู้มีธรรมคุ้มครองใจ ใจที่มีธรรมคุ้มครองหลับและตื่นย่อมเป็นสุขไม่กระวนกระวายส่ายแส่ ตีตนเสมอภาคต่อสิ่งทั้งปวงไม่ชมสิ่งนั้นว่าดีไม่ตำหนิสิ่งนี้ว่าชั่วจนตัวเองต้องเป็นทุกข์ไปตามซึ่งไม่ใช่ทางนักปราชญ์ท่านดำเนินกัน พอจบการสนทนาเธอรับคำท่านว่าจะพยายามทำตามที่ท่านแนะนำหลังจากนั้นท่านก็ทำความเพียรไปและสังเกตเธอไปผลปรากฏว่าดีขึ้นบ้างตอนที่ขณะจิตเธอซึ่งคอยจะกล่าวโทษท่านบ่อยๆปรากฏขึ้นตามนิสัยเธอคอยทำการกวดขันตัวเองอยู่เรื่อย ไม่ปล่อยตัวดังที่เคยเป็นมานะแต่ก็รู้สึกว่าเป็นความลำบากไม่น้อยเมื่อท่านเห็นความลำบากในการรักษาจิตของพญานาคที่คอยจะคิดไม่ดีอยู่เรื่อยๆ ท่านเลยหาอุบายลาเธอไปที่อื่นซึ่งเธอก็ยินดีให้ท่านไป เรื่องพญานาคกับท่านจึงเป็นอันยุติยุติลงเพียงแค่นี้

หลังจากนั้นท่านเลยถือเอาเรื่องพญานาคเป็นเหตุอธิบายธรรมเกี่ยวกับนิสัยของคนและสัตว์ต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์นับว่าเป็นคติได้ดี เพื่อท่านผู้อ่านนำไปพิจารณาถือเอาเป็นคติเท่าที่ควรแก่จริตนิสัยของตน

หลวงปู่มั่น กล่าวว่า ดีชั่วมิได้เกิดขึ้นมาเอง แต่อาศัยการทำบ่อยก็ชินไปเอง เมื่อชินแล้วกลายเป็นนิสัย ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็แก้ไขยาก คอยแต่จะหลวงใหลไปตามนิสัยที่เคยทำอยู่เสมอ ถ้าเป็นฝ่ายดีนับวันก็คล่องแค้ลวแกล้วกล้าขึ้นเป็นลำดับ ฉะนั้น เด็ก ๆ แรกเกิด พ่อแม่ที่ฉลาดต้องพยายามอบรมในทางที่ดีก่อนจะสายเกินไป และหาพี่เลี้ยงที่เหมาะสมมาบำรุงรักษา ไม่ให้ปล่อยไว้ตามยถากรรม เพราะเด็กเริ่มศึกษาวิชาหลักธรรมชาติมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่ขาดวรรคขาดตอนเหมือนที่ไปโรงเรียน หลักวิชาธรรมชาตินี่แลเป็นวิชาที่ฝังนิสัยเด็กได้ดีกว่าวิชาแขนงอื่น ๆ เพราะมีอยู่ทั่วไปทั้งในบ้านนอกบ้าน ในสถานที่เรียนและนอกสถานที่เรียน เราต้องการของดีคนดีก็จำต้องฝึก ฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้ งานอะไร ๆ ย่อมมีการฝึกกันทั้งนั้น โลกถึงได้เรียกกันว่า ฝึกงาน ฝึกสัตว์ ฝึกคน ฝึกตน ฝึกใจตลอดมา นอกจากตายเสียเท่านั้น จึงหมดการฝึกกัน สิ่งใดที่ทำยังไม่เป็น เมื่อต้องการเป็นในสิ่งนั้นก็จำต้องฝึก และฝึกจนเป็นการเป็นงาน เป็นคนดีสัตว์ดี รวมลงในคำว่าฝึกนี้ทั้งสิ้น จึงควรพิจารณาให้ถึงใจ ปฏิบัติให้เกิดผล

คำว่าดีจะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน

ถ้ำเชียงดาว สร้างเมื่อพ.ศ. 2310 มีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วัดถ้ำหลวงเชียงดาว การก่อสร้างเริ่มครั้งแรกโดยพระครูบาประธรรมปัญญา และพ่อแสนปี ต่อมา พ.ศ. 2430 พระยาอินต๊ะภิบาล มาทำบันไดขึ้นสู่ปากถ้ำ พร้อมเสนาสนะและศิลปวัตถุอื่น ๆ ใน พ.ศ. 2456 มีฤาษีชื่อคันธะมาสร้างพระพุทธรูป จนถึงพ.ศ. 2477 ครูบาศรีวิชัย มาสร้างและบูรณะ นอกจากนั้นในสมัยหลังได้มีการสร้างและบูรณะเสนาสนะเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2514

ยอดเขาสูงประมาณ 2,180 เมตร ดอยเชียงดาวสร้างตัวจากหินปูนยุคเพอร์เมียนประกอบด้วยหินปูนมวลหนาเป็นส่วนใหญ่สลับกับหินปูนชั้นบางเป็นช่วงๆหินปูนมีสีเทาอ่อนถึงเทาเข้ม มีเนื้อหินปูนแบบหินปูนเนื้อโคลนมีซากดึกดำบรรพ์ของฟิวซูลินิด และบริเวณหน้าถ้ำมีน้ำไหลจากในถ้ำออกมาที่บริเวณหน้าถ้ำน้ำที่ออกมาใสและสวยงาม รวมไปถึงมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย และยังเป็นที่ตั้งของวัดถ้ำเชียงดาวอีกด้วย


วัดป่าดาราภิรมย์ วัดเจดีย์หลวง


ชุมชนและที่พัก




ชุมชนบ้านหัวทุ่ง
ห่างจากวัดถ้ำเชียงดาว 11 นาที (8.2 กม.)
กิจกรรมการท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ในชุมชน
  • กิจกรรมการท่องเทียวการจัดการดูแลการรักษาป่าชุมชน (ป่าต้นน้ำ)
  • วิถีชีวิตของชาวบ้านหัวทุ่ง
  • การปลูกป่าไม้ไผ่เศรษฐกิจเพื่อใช้ในการจักสานเป็นอาชีพเสริม
  • การแสดงออกของเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน
  • ชมทุ่งนาวิวดอยหลวงเชียงดาว
  • พับใบไม้ ดอกไม้
  • ทำขนมพื้นเมือง
  • บายศรีสู่ขวัญ




สินค้า OTOP/ผลิตภัณฑ์ชุมชนวัดถ้ำเชียงดาว
สมุนไพร มีทั้งแปรรูปบรรจุแคปซูล เช่น กราวเครือขาว เห็ดหลินจือ กระชายดำ ขมิ้นชัน ฯลฯ และประเภททานสด ได้แก่สมุนไพรพื้นบ้านชนิดต่างๆ
ที่พักใกล้เคียงวัดถ้ำเชียงดาวของชุมชน
  • บ้านลุงกร ผู้เข้าพัก 10 คน
  • คุ้งแสนคัมรีสอร์ต จำนวนผู้เข้าพัก 30 คน
  • ม่อนพระจันทร์ทรงกลด จำนวนผู้เข้าพัก 100 คน
  • เชียงดาวสตอรี่แคมป์ จำนวนผู้เข้าพัก 25 คน


แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง

ปางช้างแม่แตง

ชมการแสดงความสามารถและความน่ารัก เช่น ช้างเตะฟุตบอล ช้างวาดรูป การแสดงสาธิตของช้าง ช้างเล่นดนตรี ช้างออกกำลังกาย เมื่อชมการแสดงจบแล้วยังมีกิจกรรมให้ทำหลากหลายอย่างเช่น ให้อาหารช้าง ถ่ายรูปกับช้าง ขี่ช้างเข้าป่าพาไปวนที่หมู่บ้านชาวเขาเผ่าลีซอ หรือจะล่องแพชมทิวทัศน์ของลำน้ำแม่แตง นั่งเกวียนเทียม สัมผัสวิถีชีวิตไทยโบราณ จัดแสดงทุกวันในช่วงเช้า เวลาประมาณ 09.40 - 10.30 น.

น้ำพุร้อนโป่งเดือด

น้ำพุร้อนโป่งเดือด อยู่ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน บริเวณซึ่งเป็นป่าทึบจะอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถัน เป็นบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่แบบไกเซอร์ (Geyser) เกิดจากการที่น้ำใต้ผิวดินไหลผ่านทางช่องว่างที่มีความร้อนส่งผ่านขึ้นมาจากหินหลอมเหลวที่อยู่ลึกลงไปทำให้มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก ซึ่งจะเดือดพุ่งขึ้นสูงจากผิวดินตลอดเวลา

น้ำตกม่อนหินไหล

น้ำตกม่อนหินไหลเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนาตั้งอยู่ที่อำเภอพร้าว
น้ำตกม่อนหินไหลเป็นน้ำตกขนาดกลางตั้งอยู่บนดอยม่อนหินไหลซึ่งเป็นสภาพภูเขาที่สูงสลับซับซ้อนสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 – 1,700 เมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีทั้งหมด 9 ชั้น ท่ามกลางธรรมชาิติที่ยังคงความสมบูรณ์ ชั้นที่ 1 มีความสูง 104 เมตร และชั้นที่ 9 เป็นชั้น บนสุดมีความสูง 90 เมตร สามารถชมทิวทัศน์ของอำเภอพร้าวได้ชัดเจน จะมีปริมาณน้ำมากในเดือนกรกฎาคม-เดือนตุลาคม

ดอยหลวงเชียงดาว

ดอยเชียงดาว หรือ ดอยหลวงเชียงดาว เป็นดอยหรือยอดเขาที่มีความสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย รองมาจากดอยอินทนนท์และดอยผ้าห่มปก ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูง 2,275 เมตร (7,136 ฟุต) และเป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว

© บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)